ช่วงนี้ไม่ค่อยว่า ไม่มีอะไรจะ update เลยลองเอา "หมูผัดขิง" สไตล์ญี่ปุ่นที่ลองทำเป็นครั้งแรกมาลง สีอาจดูคล้ำๆ ไปนิด เป็นเพราะโชยุที่ใช้ค่ะ ดันหยิบผิดเอาเป็นไอ้ที่เค็มปิ๊ดสีเข้มมาใช้ซะงั้น  ดีที่ไม่ได้ใส่เยอะเลยลดสัดส่วนทัน

ถ้าใครอยากได้สูตร ไว้จะลงให้ทีหลังนะคะ เพราะถ้าจะให้ครบจะมีสลัดกับน้ำสลัดทำเองด้วย แต่ว่าดันลืมถ่าย เอื๊อก...

หมูผัดขิง

มีใครเคยเจอบ้างคะ กรณีที่ซื้อหนังสือนิยายแปลมา แล้วพบว่าหนังสือเล่มที่ซื้อมาเป็น 1 ในนิยายที่เป็นซีรีย์หลายเล่มจบ ซ้ำร้ายยังไม่ใช่เล่มแรกของซีรีย์อีก?

ใช่ค่ะ กรณีของนิยายเรื่องหน้ากากมรณะของสนพ.เลมอนกรีนนั้นเป็นอย่างนั้น 

แม้ว่า จขบ. จะไม่ได้ซื้อนิยายแปลเล่มนี้มาอ่าน และก็คงไม่มีทางซื้อเนื่องมาจากมีฉบับภาษาอังกฤษ จึงไม่รู้ว่าฉบับแปลภาษาไทยจะเป็นอย่างใด...

แต่

แต่

แต่

แต่ที่รู้ก็เพราะเห็นหน้าปกเข้าท่าดี ก็เลยลองเปิดอ่านแสกนด์ดุในร้านหนังสือจึงพบว่าเป้นเรื่องเดียวกันกับ Masquerade ที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องหน้ากากมรณะนี้ไม่ใช่นิยายเล่มเดียวจบนะคะ แต่ว่าเป็นซีรีย์ แถมเป็นเล่ม 2 ของซีรีย์ด้วย

อันที่จริง เรื่องนี้ก็คงจะไม่มีอะไรหรอกนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามันมีสิ่งหนึ่งค่ะที่จขบ. รับไม่ได้อย่างรุนแรง ซึ่งมาถึงตรงนี้ เราลองมาดูคำโปรยหลังปกของสนพ.กันดีกว่าค่ะ

"เด็กสาววัยรุ่นสกายเลอร์ แวน เอลเล็นกับหนุ่มน้อยโอลิเวอร์เพื่อนซี้เดินทางไปอิตาลี เพื่อค้นหาตาผู้หายสาบสูญให้ช่วยขานไขสาเหตุการตายอันลึกลับของหนุ่มสาวชาวแวมไพร์ขณะที่ทางเมืองนิวยอร์กกำลังเตรียมจัดงานบอลล์เลิศหรูสำหรับผู้ดีเลือดสีน้ำเงินอันมั่งคั่ง ทรงพลังอำนาจ...และมิใช่พวกมนุษย์

อันตรายกล้ำกรายมาในปาร์ตี้สวมหน้ากากหลังงานบอลล์จัดโดยมิมี ฟอร์ซ สาวเจ้าเล่ห์ หน้ากากคือตัวเผยเรื่องราวอันผันแปรชะตาหนุ่มสาวชาวแวมไพร์ไปชั่วนิรันดร เรื่องราวของพวกผู้ดีเลือดสีน้ำเงินเมืองนิวยอร์กที่เต็มไปด้วยความสวย เริด เชิด หยิ่ง...และเป็นแวมไพร์ดูดเลือดเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านสะท้านหวั่นไหวไม่เบาเชียวล่ะ"

คราวนี้ลองมาเทียบกับคำโปรยภาษาอังกฤษดูนะคะ

"Schuyler Van Alen wants an explanation for the mysterious deaths of young vampires. With her best friend, Oliver, Schuyler travels to Italy in the hope of finding the one man who can help--her grandfather. Meanwhile, back in New York, preparations are feverishly underway for the Four Hundred Ball, an exclusive gala hosted by the city's wealthy, powerful, and unhuman--a true Blue Blood affair.

But it's at the after-party, a masquerade ball thrown by the cunning Mimi Force, that the real danger lurks. Hidden behind the masks is a revelation that will forever change the course of a young vampire's destiny.

Rich with glamour, attitude, and vampire lore, this second installment in the Blue Bloods saga will leave readers thirsting for more."

สังเกตไหมคะว่าทางสนพ. ไม่ได้บอกสักคำว่าเรื่องนี้มีเล่มก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่คำโปรยแทบจะแปลมาจากภาษาอังกฤษเลย แต่ดันตัดย่อหน้าสุดท้ายไป

คำถามก็คือ สนพ.ทำไปทำไม? และเพื่ออะไร?

หากการตัดย่อหน้าสุดท้ายกระทำด้วยความจงใจแล้วละก็ จขบ.ขอถือว่านี่เป็นความผิดมหันต์เลยล่ะค่ะ

ลองคิดดูสิคะว่าผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไรถ้ามารู้ตัวว่าหนังสือที่ซื้อไปแท้จริงเป็นเพียงเล่มสอง และสนพ.ก็ยังไม่แปลเล่ม 1 ออกมา ที่สำคัญคือ การโผล่มาแปลเล่ม 2 เลยอาจจะสร้างความเข้าใจผิดได้ เพราะคำว่า "เลือดสีน้ำเงิน" นี้อาจไม่ได้หมายความว่าผู้ดีเพียงอย่างเดียว (ซึ่งจะว่าเป็นผู้ดีก็อาจใช่ค่ะ เพราะสังคมของตัวละครในเรื่อง จำลองมาจากสังคมไฮโซนิวยอร์ค)

Blue Bloods      Masquerade
Blue Bloods                  Masquerade

ถึงตอนนี้มี Spoiled นะคะ หากใครไม่อยากรู้ ข้ามส่วนที่เป็นสีแดงเลยค่ะ

คำอธิบายถึง "เลือดสีน้ำเงิน" ปรากฏอยู่ในเล่มแรกค่ะ ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Blue Bloods" อีกทั้งยังเป็นชื่อของซีรีย์ Blue Bloods อีกด้วย เพราะพวก Blue Blood ก็คือ เหล่าทูตสวรรค์ที่ต้องตกลงจากสวรรค์ มาใช้ชีวิตร่วมกับพวกมนุษย์ หรือ Red Blood แม้ว่าพวก Blue Blood จะเป็นอมตะ แต่ก็จำเป็นจะต้องอาศัยเลือดของ Red Blood เพื่อดำเนินชีวิต (กล่าวคือแวมไพร์ดีๆ นี่เอง) โดยมีศัตรูคือพวก Silver Blood ซึ่งเป็นอดีตทูตสวรรค์เช่นกัน แต่ไปเข้าพวกกับ Lucifer เจ้าชายแห่งสรวงสวรรค์

ในเล่มแรก นางเอก (ที่ชื่ออ่านยากโคตรๆ) ได้เรียนรู้ความลับเกี่ยวกับตัวเอง ว่าแท้จริงแล้ว เธอเป็นลูกครึ่ง และรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ Blue Blood และ Silver Blood รวมถึงสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับการตายของบรรดาสาวสังคมวัยรุ่น เล่มสองเธอจึงไปที่เวนิส เพื่อตามหาตาของเธอ และค้นหาความลับเกี่ยวกับการฆาตกรรมค่ะ

การที่ข้ามเล่ม 1 ไป จึงเป็นการยากที่จะอ่านเล่ม 2 ได้ครบอรรถรส เพราะเล่ม 2 ได้ spoiled ปมปัญหาในเล่ม 1 เรียบร้อยแล้ว จนอาจทำให้ผู้อ่านบางส่วนเสียอารมณ์ที่อ่านเล่มนี้ก่อน โดยส่วนตัวแล้ว จขบ.คิดว่าสนพ.คงจะพิมพ์ Revelation เล่ม 3 ของชุดต่อ เนื่องจากเล่ม 2 ได้จบลงพร้อมด้วยปัญหาที่ยังคงค้างคา และอยากให้จะพิมพ์เล่ม 1 ออกมาให้ผู้ที่ซื้อเล่ม 2 ไปได้อ่านเนื้อเรื่องที่ครบถ้วนค่ะ

Revelation
Revelations

สรุป

สิ่งที่จขบ.ต้องการ ไม่ใช่เพื่อทำลายชื่อเสียงของสนพ. เพราะเข้าใจดีว่าเป็นสนพ.เล็กและยังใหม่อยู่ แต่อยากให้สนพ.ได้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และอยากให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงการกระทำของสนพ. สุดท้ายนี้ ก็ได้แต่หวังว่าสนพ.จะปรับปรุงเรื่องระบบการทำงาน รวมทั้งแสดงความรับผิดชอบให้เห็นนะคะ

avant-garde: ความหมายและศิลปิน

posted on 13 Aug 2008 18:33 by tv-guide  in 03Art

หลายคนอาจจะเคยเห็นคำว่า avant-garde กันมาแล้ว อาจจะจากรายการโทรทัศน์หรือหนังสือ โดยเฉพาะเหล่าแฟชั่นนิสต้าทั้งหลายคงจะรู้จักคำๆ นี้เป็นอย่างดี สำหรับนักดูทีวีผู้ชื่นชอบรายการ Reality Show อย่าง Project Runway คงจะได้ยินคำนี้จากโจทย์ๆ หนึ่งจาก Season ที่ 4 ซึ่ง Heidi Klum มอบให้กับเหล่าดีไซเนอร์ ใน Episode 8: En Grade! ซึ่งมีผู้ชนะคือทีมของ Christian Siriano และ Chris March

ปัจจุบัน avant-garde ซึ่งเป็นคำที่เห็นๆ อยู่ว่าไม่น่าจะใช่คำในภาษาอังกฤษ ก็ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในวงการแฟชั่น ดนตรี และศิลปะ ทว่าหลายๆ คนคงจะสงสัยว่า มันมีที่มาอย่างไร ในภาษาอังกฤษใช้ในบริบทไหน ฯลฯ แต่ก่อนจะบอกถึงบริบทของคำว่า avant-garde คงต้องขอเท้าความก่อนนะคะ

ที่มาของคำว่า avant-garde

คำว่า avant-garde เป็นคำจากภาษาฝรั่งเศส ความหมายก็ประมาณว่า "กองหน้า" "ทัพหน้า" หรือ "แนวหน้า" (ถ้าใครเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส สามารถทักท้วงได้เลยค่ะ เพราะจขบ. เองก็ไม่ได้รู้ภาษาฝรั่งเศสอะไร) เป็นคำศัพท์ที่ใช้ทางการทหาร คือเป็นแนวหน้าของกองทัพ ซึ่งมักจะเป็นทหารที่มีทักษะสูง จึงมีหน้าที่เป็นแนวหน้าในการจู่โจมข้าศึก

ใน ค.ศ.1789-1799 ซึ่งมีการปฏิวัติฝรั่งเศส ประชาชนที่ต้องเผชิญกับความยากจนได้เข้ากับกลุ่มปฏิวัติ กลุ่มคนที่เป็นกองหน้าหรือทัพหน้าในการปฏิวัติโค่นล้มระบอบการปกครองระบอบกษัตริย์ (ก็แหม... ถ้ามองจากมุมมองของสามัญชน คนธรรมดามันลำบาก อดๆ อยากๆ ซะขนาดนี้ แต่กษัตริย์และชนชั้นสูงกลับใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย ใครมันจะไปทนได้ จริงไหมคะ?) กลุ่มคนพวกนี้จะถูกเรียกว่า avant-garde

Liberty Leading the People
Eugène Delacroix, La Liberté guidant le peuple,
1830, o/c, 260 × 325 cm, Louvre, Paris.


ปัจจุบัน  ถ้า avant-garde ใช้กับการทหาร แล้วไหงถึงมาใช้กับแวดวงศิลปะ แฟชั่น ดนตรี หรืออะไรเทือกๆ นี้ได้ล่ะ?

อันที่จริง จุดเริ่มต้นในการใช้คำว่า avant-garde ในวงการศิลปะนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่า เริ่มใช้โดยศิลปินฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่ง ในปี 1863 ค่ะ

คือว่าหลังจากปฏิวัติฝรั่งเศส และเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ยังมีการประกวดงาน จัดแสดงงานใน Salon กัน เหมือนกับก่อนหน้านี้แหละค่ะ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะแสดงผลงานทุกชิ้นหรอกนะคะ เพราะผลงานที่ศิลปินส่งมานั้นเยอะมากๆ ขนาดคัดแล้วก็ยังต้องติดผนังกันเป็นพรืด ดังนั้นในเมื่อมีงานที่ได้จัดแสดง ก็ต้องมีงานที่ถูกปฏิเสธไม่ให้จัดแสดงใน Salon เหมือนกัน

ทีนี้ ผลงานของศิลปินที่ถูกปฏิเสธก็ใช่ว่าจะเป็นงานที่ฝีมือไม่ถึงจนไม่สมควรติดบนผนังของ Salon เพียงอย่างเดียวหรอกนะคะ แต่ยังมีงานแบบใหม่ ไม่ใช่งานตามขนบ เกลี่ยสีได้สวยใส ที่เห็นได้ชัดก็คืองานของกลุ่มศิลปิน Impressionist เช่น Pierre-Auguste Renoir, Claude Monet, Édouard Manet ฯลฯ

ใช่แล้ว ศิลปินชาวฝรั่งเศสกลุ่มดังกล่าวก็คือกลุ่มศิลปิน Impressionism นี่เองค่ะ

กลุ่มศิลปินที่งานถูกคณะกรรมการของ Paris Salon ปฏิเสธไม่ให้จัดแสดงในงานครบรอบได้รวมตัวกันจัดแสดงผลงาน ในวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1863 และถูกเอ่ยถึงว่า Salons des Refusé พูดง่ายๆ คือ พวกที่ถูก Salon ปฏิเสธ ตัวอย่างภาพอื้อฉาวที่ถูกจัดแสดง ได้แก่ ภาพ Le déjeuner sur l'herbe ของ Manet

 

Le déjeuner sur l'herbe
Édouard Manet, Le déjeuner sur l'herbe,
1862–1863, o/c, 208 × 265.5 cm, Musée d'Orsay, Paris.


ศิลปินกลุ่ม Impressionism นั้นถือเป็นพวก avant-garde ก็คือ กลุ่ม "แนวหน้า" ที่กล้าท้าชนกับขนบนั่นเอง

คำว่า avant-garde ถูกนำมาใช้ในความหมายนี้อีกครั้ง ในบทความชื่อ L'artiste, le savant et l'industriel ของ Saint Simonian Olinde Rodrigues ในปีค.ศ. 1825 โดยใช้ในการกล่าวถึงศิลปะ และคำว่า avant-garde ก็ได้นำมาใช้อีกกับขบวนการศิลปะซึ่งเรียกว่า "l'art pour l'art" (ศิลปะเพื่อศิลปะ)

ดังนั้น avant-garde จึงให้ sense ของการผลัก หรือท้าทายกับกรอบหรือขนบ

แล้วการใช้คำว่า avant-garde ล่ะ?

ในภาษาอังกฤษ จาก Compact Oxford English Dictionary คำว่า avant-garde สามารถใช้ได้ดังนี้

avant-garde
/avvongaard/
  • adjective (in the arts) new and experimental.
  • noun (the avant-garde) avant-garde ideas or artists.
  — DERIVATIVES avant-gardism noun avant-gardist noun.
  — ORIGIN French, ‘vanguard’.

สรุป

คำว่า avant-garde ที่ใช้โดยทั่วไป หมายถึง ศิลปินกลุ่มหัวก้าวหน้าที่มีแนวคิดและสร้างผลงานแบบใหม่ๆ หรืออาจจะใช้กับแนวคิดหรือผลงานที่เป็นการคิดค้นใหม่ก็ได้ (แต่ถ้าจะใช้ในเชิงยกย่องแบบนี้ ผลงานก็อาจจะต้องได้รับการยอมรับด้วยนะคะ เพราะถ้าไม่เป็นที่ยอมรับเลย ก็คงไม่มีใครเรียกว่า "หัวก้าวหน้า" หรอกค่ะ )

บล็อกนี้ จขบ. (หรือ เจ้าของบล็อก) ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านศิลปะ (ไม่ว่าจะจิตรกรรม หรือพวกออกแบบทั้งหลายแหล่) และมีความรู้เกี่ยวกับงานศิลปะก็มีเพียงหางอึ่ง แต่ดันอยากเขียนเกี่ยวกับศิลปะกับเขา เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อมูลส่วนไหนผิดไป ก็เชิญทักท้วงได้นะคะ

แต่ก่อนอื่น ขอประเดิมด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับภาพที่เอามาใช้แต่แต่งบล็อกก่อนละกัน

หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับชื่อทั้งสองชื่อนี้เป็นอย่างดี และถ้าไม่ ก็อาจจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง นั่นคือ ชื่อ Andy Warhol และชื่อ Campbell บริษัทผลิตซุปกระป๋องของอเมริกัน แต่ว่าแล้วชื่อที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวกันนั้น มันมาอยู่ในหัวข้อบล็อกนี้ได้ยังไง

 

ก่อนอื่นก็คงขอเกริ่นถึง Andy Warhol นะคะ

Andy Warhol
Andy Warhol

Andy Warhol หรือ Andy Warhola นี้ เป็นศิลปินชาวอเมริกัน (แต่มีเชื้อสายของพวกยุโรปตะวันออก) มีชีวิตอยู่ในช่วงค.ศ. 1928-1987 เกิดและเติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงาน พ่อทำงานในเหมืองถ่านหิน ในเมืองอุตสาหกรรมอย่างเมืองพิสต์เบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย เรียนจบด้าน Commercial Art ที่ Carnegie Institute of Technology (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Carnegie Mellon University แล้ว) ในเมืองพิตส์เบิร์กนี่เอง ก่อนที่ย้ายไปที่นิวยอร์ก ทำงานวาดภาพประกอบนิตยสารและโฆษณา

ตอนที่ทำงานกับนิตยสารนี่แหละที่ Warhola เปลี่ยนเป็น Warhol ไม่ใช่ว่าไม่รักนามสกุลตัวเองนะคะ แต่ว่าเป็นเพราะตอนพิมพ์เครดิตให้ นิตยสารดันพิมพ์ผิด กลายเป็น Warhol (ตกตัว a ซะงั้น พวกตรวจปรู๊ฟนี่ใช้ไม่ได้เลยเนอะ) กระนั้นตอนหลังเจ้าตัวก็ไม่ได้แก้ไขอะไร และก็ใช้ว่า Andy Warhol รับแต่นั้นมา

ว่าแต่ Andy Warhol สำคัญยังน่ะหรือ?

คือว่า Andy Warhol คนนี้เป็นศิลปินในรุ่นบุกเบิกและมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของศิลปะประเภท Pop Art แต่ก็ใช่ว่าจะทำแต่งานศิลปกรรมอย่างเดียว เพราะ Warhol ยังทำงานอีกหลายหลาก ตั้งแต่เขียนหนังสือ ไปจนถึงสร้างหนัง ซึ่งอย่างหลังนี้ หลายคนที่เคยดูแล้วอาจจะอุทานว่า "โอ้แม่เจ้า! นี่มันหนังบ้าอะไรวะเนี่ย" (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ) แต่ก็นั่นแหละนะ อีตา Warhol เขาเป็นพวก avant-garde นี่

ช่วงแรกๆ นั้นเฮียแกบูมมาก แต่ตอนหลังๆ ชื่อเสียงก็เริ่มลดลงไปตามกาลเวลา วงสังคมที่ Warhol ใกล้ชิด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกไฮโซกับดารา Hollywood (เอิ่ม... ในที่นี้ขอไม่พูดถึง gay culture ที่ Warhol ไปเกี่ยวข้องนะคะ)

แต่ที่สำคัญก็คือ งานของ Warhol นั้น ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับงานศิลปะในยุคนั้น และท้าทายความคิดที่ว่า ศิลปะนั้นจะต้องเป็น fine art ด้วยการสร้างงานศิลปะจากต้นแบบที่เป็น mass-produced items หนำซ้ำยังทำงานศิลปะให้เป็น mass มันซะเอง จะเห็นได้จากการนำเทคนิค silkscreen เข้ามาใช้

แล้ว Campbell ล่ะ?

Campbell Soup Company
Cambell Soup Company

Campbell Soup Company ก็เป็นบริษัทผลิตซุปกระป๋องที่มีชือเสียงน่ะสิคะ แหม...

ถ้าอย่างนั้นทำไม 2 อย่างนี้ถึงมาเกี่ยวข้องกันได้?

จากที่พูดถึงในตอนต้นเรื่องการใช้ mass-produced items ตัวซุปกระป๋อง Campbell นี่ก็เป็น mass-produced items ของแท้เลย

โดยผลงาน Campbell's Soup Cans นั้นถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงของ Andy Warhol ซึ่งวาดขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1962 ประกอบด้วยภาพวาดซุปกระป๋องของ Campbell จำนวน 32 ภาพ ซึ่งเป็นชนิดที่ออกวางขายในสมัยนั้น และกระป๋องซุป Campbell พวกนี้ ยังได้กลายมาเป็นหัวข้อของงานชุดหลังๆ ของ Warhol ต่อมา

Andy Warhol's Soup Cans 
Andy Warhol, Campbell's Soup Cans, 1962, Synthetic polymer paint on
thirty-two canvases, Each 50.8 x 40.6 cm, Museum of Modern Art, New York.